คาร์ริกเรียกร้อง “ผนึกกำลัง” พาแมนฯ ยูไนเต็ดฝ่าวิกฤต รับงานกุนซือขัดตาทัพจนจบฤดูกาล
ไมเคิล คาร์ริก ออกโรงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อพาทีมกลับสู่เส้นทางแห่งความสำเร็จ หลังได้รับการแต่งตั้งเป็นหัวหน้าผู้ฝึกสอนชั่วคราวจนจบฤดูกาลอย่างเป็นทางการเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา
การแต่งตั้งครั้งนี้เกิดขึ้นหลัง รูเบน อาโมริม ถูกปลดจากตำแหน่งจากผลงานที่ย่ำแย่ต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาความขัดแย้งกับผู้บริหาร โดย เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการฟุตบอล เป็นผู้ดูแลกระบวนการสรรหากุนซือคนใหม่ ซึ่งสโมสรต้องการบุคคลที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมของแมนฯ ยูไนเต็ด ทำให้ชื่อของคาร์ริก และโซลชาร์ ถูกพิจารณาเป็นตัวเลือกหลัก ก่อนจะลงเอยที่คาร์ริกจากความเป็นผู้นำและความเข้าใจขุมกำลังที่มีอยู่
คาร์ริกกล่าวถึงการรับตำแหน่งว่า
“การได้มีโอกาสนำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเกียรติอย่างยิ่ง ผมรู้ดีว่ามาตรฐานของความสำเร็จที่นี่คืออะไร เป้าหมายของผมคือช่วยให้นักเตะยกระดับตัวเองไปถึงมาตรฐานที่สโมสรแห่งนี้คาดหวัง ซึ่งผมเชื่อว่าพวกเขาทำได้แน่นอน”
“ผมเคยทำงานร่วมกับนักเตะหลายคน และติดตามทีมอย่างใกล้ชิดมาตลอดหลายปี ผมมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ในพรสวรรค์ ความทุ่มเท และศักยภาพของพวกเขา ฤดูกาลนี้ยังมีอีกหลายอย่างให้สู้ เราพร้อมจะรวมพลังทุกคน และมอบผลงานที่คู่ควรกับการสนับสนุนอย่างซื่อสัตย์ของแฟนบอล”
คาร์ริกค้าแข้งกับแมนฯ ยูไนเต็ด นานถึง 12 ปี ก่อนผันตัวมาเป็นโค้ชในทีมงานของ โชเซ มูรินโญ ในปี 2018 และทำงานต่อเนื่องจนถึงยุค ราล์ฟ รังนิก ส่วนประสบการณ์กุนซือเต็มตัวครั้งแรกคือกับ มิดเดิลสโบรช์ ในแชมเปียนชิพ ซึ่งเขาคุมทีมนานสองปีครึ่ง ก่อนถูกปลดเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา หลังพาทีมจบอันดับ 10
ด้าน เจสัน วิลค็อกซ์ กล่าวยกย่องว่า
“ไมเคิลเป็นโค้ชที่ยอดเยี่ยม และเข้าใจดีว่าการประสบความสำเร็จกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้องทำอย่างไร เขาพร้อมนำกลุ่มนักเตะที่มีพรสวรรค์และความมุ่งมั่นของเราไปจนจบฤดูกาล ขณะที่สโมสรยังคงเดินหน้าสร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืนในระยะยาว”
ขณะที่ ดาร์เรน เฟลตเชอร์ ซึ่งทำหน้าที่คุมทีมชั่วคราวในเกมพบเบิร์นลีย์และไบรท์ตัน จะกลับไปทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมอายุต่ำกว่า 18 ปีตามเดิม โดยผู้บริหารมองว่าการทำงานในอะคาเดมีจะเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการของเขาในระยะยาว