ชาบี อลอนโซ คุมมาดริดไม่รอด อีโก้แข้ง-อำนาจเบื้องบน ฉุดร่วงใน 7 เดือน
การคุมทีมเรอัล มาดริด ของ ชาบี อลอนโซ จบลงอย่างขมขื่นและรวดเร็ว หลังสโมสรประกาศแยกทางอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ปิดฉากเส้นทางกุนซือเพียง 7 เดือน ท่ามกลางปัญหาใหญ่ที่ไม่ใช่แค่เรื่องแท็กติก แต่คือการบริหาร “อีโก้” ของนักเตะ และโครงสร้างอำนาจในสโมสรที่ผู้เล่นและประธานอย่าง ฟลอเรนติโน เปเรซ มีบทบาทชี้ขาด
อลอนโซถูกดึงเข้ามาในฐานะ “โค้ชสายระบบ” เพื่อเปลี่ยนแนวทางที่ถูกมองว่าอิสระเกินไปในยุคก่อนหน้า แต่ที่ซานติอาโก เบร์นาเบว การทำทีมตามอุดมคติไม่เคยง่าย เป๊ป กวาร์ดิโอลา ถึงกับเคยแนะนำเขาตรง ๆ ว่าให้ “ทำในแบบของตัวเอง” ทว่าความจริงที่มาดริด การทำเช่นนั้นแทบเป็นไปไม่ได้
การเริ่มงานของอลอนโซเร็วเกินแผน จากการรับคุมทีมตั้งแต่ศึกชิงแชมป์สโมสรโลก ทำให้เขาแทบไม่มีเวลาปูรากฐาน แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกช่วงสั้น ๆ แต่ความพ่ายแพ้ยับเยินต่อ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และ แอตเลติโก มาดริด รวมถึงฟอร์มแกว่งในลา ลีกา ทำให้อนาคตของเขาสั่นคลอนอย่างรวดเร็ว
จุดแตกหักสำคัญเกิดขึ้นในเกมเอล กลาซิโก เมื่อวินิซิอุส จูเนียร์ ถูกเปลี่ยนตัวออกและแสดงอารมณ์เดือดดาล เดินเข้าห้องแต่งตัวทันที โดยสโมสรไม่ออกมาปกป้องอำนาจกุนซือ กลับมีสัญญาณว่าไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเขา นับแต่นั้น ความเชื่อมั่นในตัวอลอนโซก็ลดลงอย่างชัดเจน
ภายในทีมยังมีความไม่พอใจจากผู้เล่นหลายราย ทั้งเรื่องตำแหน่ง การซ้อมที่เข้มข้น และการประชุมวิดีโอที่มากเกินไป ภาพลักษณ์ของอลอนโซในฐานะผู้คุมกฎเริ่มถูกตั้งคำถาม ขณะที่ผลงานในสนามก็ไม่ตอบโจทย์ แม้คีลิยัน เอ็มบัปเป้ จะยิงไปถึง 29 ประตู แต่ชัยชนะหลายเกมยังพึ่งพาความสามารถเฉพาะตัวมากกว่าระบบทีม
ความพยายามประสานรอยร้าวเกิดขึ้นเป็นระยะ แต่ไม่ยั่งยืน ฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอ บวกกับแรงกดดันจากอาการบาดเจ็บและประเด็นเรื่องการเตรียมความฟิต ทำให้สถานการณ์ของอลอนโซยากจะกอบกู้ สุดท้าย ความพ่ายแพ้ในซูเปอร์โกปา นัดชิงกับบาร์เซโลนา กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย
อลอนโซกลายเป็นกุนซือรายที่ 11 ในรอบสองทศวรรษที่คุมทีมมาดริดไม่ถึงหนึ่งปีภายใต้ยุคเปเรซ ปิดฉากการทำงานด้วยถ้อยแถลงสั้น ๆ ว่าเป็นการแยกทาง “โดยความยินยอมร่วมกัน” บทเรียนครั้งนี้ตอกย้ำอีกครั้งว่า ที่เรอัล มาดริด การเป็นโค้ชไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล แต่คือศิลปะของการปรับตัวในสโมสรที่ “ชัยชนะ” คือโครงการเดียวที่มีอยู่เสมอ.